logokj.gif (15129 bytes)

@ เปลวเทียนละลายแท่ง...เพื่อเปล่งแสงอันอำไพ
ชีวิตมลายไป...เพื่อสิ่งใดทิ้งไว้แทน @


++ รำพึงหลังเขียนคำนี้ที่รอคอย ตอนที่ 12 ++  
  กานต์จิรา  (กานต์จิรา)  
06 ก.ย. 51  น.

 

 

มารำพึงนะคะ

พอดีเมื่อวานนี้ (5/9/51) กว่าจะเขียนตอน 12/2 เสร็จ ก็ปาเอาเกือบเจ็ดโมงเช้า (นั่งเขียนตั้งแต่เที่ยงคืน เขียนไปลุกหุงข้าว กินข้าวไป แล้วก็ทำกับข้าวให้ลูกชาย(ราอัน) กินตอนตีสอง^^'')

จะบอกยังไงดี... จะว่าไปเรื่องนี้ก็เขียนเรื่องย่อโครงเรื่อง ลีสต์ตัวละคร ทั้งโปรไฟล์ รายละเอียด ตลอดจนความเป็นไปไว้จนหมดแล้ว  คิดว่าตอนเขียนจะง่าย แต่ปรากฏว่ายิ่งยากขึ้นทุกตอน เพราะโจทย์ที่สั่งตัวเองไว้ว่าต้องทำนั้นมันเยอะจริงๆ

 

1. เนื้อเรื่องมันไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาหนึ่งเดียว แต่มันมีถึง 3 ช่วง  คือช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงหลัง  ช่วงต้นคือการปูเรื่อง (กะไว้ว่าประมาณไม่เกิน 15 ตอน)  ช่วงกลางคือการหักเหของเรื่อง  (กะไว้ว่าไม่เกิน 10 ตอน) ช่วงหลังคือช่วงที่เรื่องดำเนินอย่างแท้จริง คงประมาณ 20 - 30 ตอน  

อย่างไรก็ตามถึงแม้จำนวนตอนจะเยอะ แต่ความจริงตอนมันสั้นๆ ประมาณ 5-8 กระดาษ A4  โดยกะไว้ว่า เมื่อเขียนจบ ตอนรีไรท์ จะมารวบตอน จัดตอนใหม่อีกที   ช่วงนี้ใช้การกะขนาดตอนตามแรงคนเขียน คือ เฮือกหมดแรงช่วงไหน ก็จบช่วงนั้น (ใช้คำว่าเฮือกจริงๆ เพราะแต่ละตอน ออกแรงเยอะมาก เพราะต้องทุ่ม Inner เข้าไปเยอะ )

ยิ่งตอนที่ 12 เนี่ย ยอมรับเลยว่า เหนื่อยมากๆ  จนต้องใช้วิธีพักครึ่ง เพราะตอนนี้เนื้อหามันเยอะจริงๆ แต่ต้องเขียนอย่างไรให้มันอยู่ภายใน 1 ตอน จึงต้องใช้เทคนิคในการเดินเรื่อง แบบเฟลชแบ็คสั้นๆ เหมือนเวลาเราดูหนัง แล้วหนังมันย้อนกลับไปในเรื่องราวก่อนหน้านั้น ตัดฉากฉับๆแค่พอเข้าใจ จากนั้นไปเปิดรายละเอียดตรงฉากสำคัญ

 

2. ตัวละครในเรื่องนี้สร้างมิติไว้ลึกมาก อาจเพราะตอนสร้างตัวละคร ได้ทำโปรไฟล์รวมถึงแบคกราวน์ไว้อย่างละเอียด  เวลาเอามาเดินเรื่องจึงลงลึกถึงอารมณ์ ความคิดจิตวิญญาณ ตลอดจนถึงหลักการ อุดมการณ์ และเหตุผลของตัวละคร  นี่ขนาดยังมีตัวละครหลักอีก 2 ตัวยังไม่ออกมานะเนี่ย (หนึ่งในสอง แย้มมานิดหน่อยในตอนนี้แล้ว)

 

 

3. เนื่องจากรายละเอียดของเรื่องค่อนข้างจะเยอะ จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการในการเดินเรื่องมาใช้หลายอย่างแทนการเดินเรื่องแบบธรรมดา กล่าวคือ ใช้ทั้งการเดินเรื่องแบบปกติ  การพูดคุยโต้ตอบกันทางจดหมายเสียง และ flash back  มีการใช้  point of view  ทั้งมุมมองบุรุษที่ 1  บุรุษที่ 2 และ บุรุษที่ 3 (มุมมองพระเจ้า ) ด้วยเป้าหมายที่ต้องการที่วางไว้คือ ให้เดินเรื่องได้เร็ว และมีรายละเอียดเยอะ  ในปริมาณตัวอักษรที่จำกัด

การโต้ตอบกันทางจดหมายเสียง จะประหยัดเวลาการเล่าเรื่องแบบปกติได้เยอะ ตรงไหนที่มันไม่สำคัญ ผู้เล่าก็สามารถสรุปแบบสั้นๆได้ สามารถใส่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เล่าเองได้ ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจบุคลิก ความคิดอ่านของตัวละครนั้นๆได้เยอะขึ้น

 

4. เนื้อเรื่องที่มีอิงนิยายเรื่องอื่นด้วย มันมีข้อดีตรงที่ภาพในจินตนาการของผู้เขียนมันจะชัด เห็นง่าย เนื่องจากเหมือนกับเล่าเรื่องที่มันมีอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นดาบสองคม เนื่องเพราะต้องเขียนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบไปถึงเรื่องอื่น อีกทั้งทางฝั่งผู้อ่าน  บางคนก็ไม่เคยอ่านเรื่องอื่นมาก่อน ดังนั้นอาจจะงงเอาได้ ผู้เขียนจึงต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าการเล่าเรื่อง ต้องเล่าเสมือนว่าผู้อ่านยังไม่รู้

5. นิยายเรื่องนี้ออกจะไปเป็นในทางโศกนาฏกรรม มากกว่าสุขนาฏกรรม  ตัวละครมีความขัดแย้งกันเยอะมาก (ความขัดแย้งในที่นี้ไม่ใช่ขัดแย้งแบบโกรธแค้นกัน แต่หมายถึงความขัดแย้งในตัวเอง ในเหตุผลที่สวนทางกัน ไม่ว่าจะเรื่องของความถูกผิด ความรักความเกลียดชัง  มิตรภาพและความแค้น) โจทย์ลักษณะนี้ต้องปูเรื่องไว้ดีๆ สร้างตัวละครไว้ดีๆ แล้วจะเขียนออกมาสนุก (สนุกคนเขียน เขียนแล้วมันในอารมณ์)

แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้แรงและจินตนาการในการเขียนมาก    จะเริ่มเขียนแต่ละบทแต่ละฉาก ต้องนั่งบิ้วท์ความคิด บิ้วท์อารมณ์ว่า ฉากนี้ตัวละครคนนี้จะอยู่ในอารมณ์อะไรแบบไหน เหตุการณ์แบบนี้ตัวละครตัวนี้จะแสดงออกอย่างไรจึงเหมาะสมกับเหตุผลและคาร์แรคเตอร์

 

โดยเฉพาะตอนที่  11-13  ซึ่งเป็นการเป็นการเผชิญหน้าของชอฮานกับโชริน สารภาพว่าเขียนยากจริงๆ เพราะว่าเราต้องนั่งนึกทบทวนความคิดความรู้สึกของโชรินกับชอฮาน ว่าแต่ละคนกำลังรู้สึกอย่างไร แล้วพอเจอกัน จะรู้สึกอย่างไร ทำไมถึงคิดหรือรู้สึกเช่นนั้น เพื่อที่จะโยงไปยังการที่ว่า หากจะทำให้สองคนนี้จะต้องปะทะต่อสู้กัน  จะดึงเอาเหตุผลอะไรที่จะเพียงพอถึงทำให้อดีตเพื่อนรักสองคนนี้ประหัตถ์ประหารกันได้ และจุดจบของการต่อสู้ สมควรจะลงเอยอย่างไร

คนเขียนนั่งนึกเองมันยากอยู่แล้ว แต่จะถ่ายทอดออกมาอย่างไร ให้คนอ่านเข้าใจและเห็นด้วยคล้อยตามยิ่งยากกว่า  โดยเฉพาะภายใต้โจทย์ที่ตนเองกำหนดไว้ก็คือ ให้เวลาในทุกสิ่งที่จะเกิดจะอธิบาย จะทำให้คนอ่านเชื่อ แค่ไม่เกิน 3 ตอน (คือไม่เกินตอนที่ 13) แล้วจะต้องมีผลลัพธ์ออกมา

 

 

สนุกล่ะค่ะพี่น้อง  ตั้งโจทย์เองมาจำกัดตัวเอง เหมือนกำลังทำข้อสอบเลย  กดดัน บีบคั้น แต่ก็มันในอารมณ์ จนบางทีรู้สึกว่าตัวเองซาดิสต์เหมือนกันแฮะ

นี่ขนาดแค่การปูเรื่องนะคะ  การตายของท่านหญิงธีน่าเป็นแค่จุดเริ่มต้น และเป็นแค่เรื่องเบาะๆ  แค่ฉากที่ให้ชอฮานเลือก ระหว่างเพื่อนกับคุณธรรม ก็บีบหัวใจคนเขียนขณะเขียนจนแทบจะหมดแรงแล้ว (ยังรู้สึกว่าฉากนี้ยังเขียนได้ไม่ peak พอ เนื่องจากตอนนั้นมันกำลังจะเช้า รู้สึกล้า เลยเขียนแบบรีบๆไปหน่อย กะว่าตอนรีไรท์จะมาเกลาฉากนี้ใหม่ค่ะ) แล้วยังมีฉากสำคัญที่เป็นไคลแมกซ์ของเรื่องไม่ต่ำกว่า 3 ฉาก คนเขียนกำลังนั่งกุมขมับว่าจะเขียนอย่างไรดี คาดว่าคงต้องโด๊บกระทิงแดงไปเขียนไปแน่ -_-'

เพราะการเขียนจุดไคลแมกซ์ ต้องลากไปให้ดี และพาอารมณ์คนอ่านให้ peak  ให้สูง สุดเท่าที่จะทำให้ จุดนั้นมันจึงจะคุ้มค่า แต่ถ้าเขียนแล้วไม่ peak พอ อ่านแล้ว อารมณ์ค้าง หรือรู้สึกเอื่อย เพราะลากไปไม่ดี  มันก็จะทำให้ไคลแมกซ์ด้อยลงอย่างน่าเสียดาย

 


ไม่มีอะไรหรอกค่ะ  ที่บ่นๆมาเนี่ย แบบว่าอยากจะบันทึกไว้ให้ตนเองอ่านน่ะค่ะ ในช่วงที่กำลังมีความคิดและความรู้สึกนี้อยู่ กลัวว่าอีกประเดี๋ยวพอเวลาผ่านไปแล้วมันจะลืม  เพราะเจ้าบันทึกเหล่านี้น่ะ เป็นตัวช่วยในการบิ้วท์และจูงอารมณ์คนเขียนเวลาอารมณ์มันหลุดไปให้เข้าสู่เรื่องได้ดี นักแล

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ  ใครอยากจะแจมอะไร หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นอะไรก็เชิญนะคะ หรือว่าอ่านตรงไหนไม่เข้าใจ สงสัยเรื่องเทคนิคที่บอกไว้ อยากจะขอรายละเอียด หรืออยากจะเอาไปใช้บ้าง ก็ด้วยความยินดีค่ะ  ^__^

 

 

 


 

< กันยายน  2551 >
อา พฤ
 1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
เดือนปัจจุบัน
 


คนที่ 1 ...โดย   อมิตตดา

สุดยอดเลยพี่...ทำการบ้านแน่นมากเลย

 



07 ก.ย. 51 02:23:28 น.  nile377@hotmail.com  202.149.25.234


 
จาก :
email :
   
Forecolor
Link
Image
Emotions
HR
Cut
Copy
Paste
Bold
Italic
Underline
Image
Image
Image
Justify Left
Center
Justify Right
Ordered List
Unordered List
Decrease Indent
Increase Indent